มารู้จักกับ CLA กันครับ

CLA คืออะไร
CLA เป็นชื่อย่อของกรดคอนจุเกเตดไลโนลีอิก (Conjugated Linoleic Acids) เป็นสารผสมของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fatty acid) ที่เกิดในไส้พุงของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัวควาย CLA จึงพบมากในผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากนม เนื้อวัว หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ชนิดอื่น เช่น เนื้อแกะ กรดคอนจูเกเตดไลโนลีอิกประกอบด้วยไอโซเมอร์ตำแหน่ง และไอโซเมอร์เรขาคณิต พันธะคู่ของ CLA อยู่ที่อะตอมของคาร์บอนตำแหน่งที่ 10 และ 12 หรือ 9 และ 11 แต่ CLA รูปที่มีความว่องไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพมากที่สุด ได้แก่ ไอโซเมอร์ที่มีตำแหน่ง 9 ซิส (cis) และ 10 ทรานส์ (trans)

ความสำคัญของ CLA
ความ สนใจในแง่วิทยาศาสตร์สำหรับ CLA เริ่มต้นจากผลงานวิจัยของ ดร.ไมเคิล พาริซา นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (แมดิสัน) สหรัฐอเมริกา ในปี 1988 ซึ่งในขณะนั้นเขากำลังวิจัยการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นในเนื้อสัตว์ ระหว่างการปรุงอาหารด้วยความร้อน เขาได้ค้นพบคุณสมบัติการต่อต้านมะเร็งจากการศึกษาหนูที่เลี้ยงด้วย แฮมเบอร์เกอร์ทอด CLA เป็นสารที่ไม่สามารถผลิตขึ้นได้ในร่างกายมนุษย์

แลร์รี่ แซตเตอร์ นักวิจัยเกษตรที่ชำนาญด้านน้ำนม แห่งศูนย์วิจัยอาหารเพื่อการสร้างน้ำนมสำหรับปศุสัตว์ ที่เมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการศึกษาเปรียบเทียบปริมาณ CLA ในน้ำนมวัวที่ได้จากการปล่อยให้แม่วัวแทะเล็มหญ้าบนทุ่งหญ้า กับปริมาณที่ได้จากการเลี้ยงวัวด้วยเมล็ดพืช ฟาง หรือหญ้าหมักในไซโล ไว้ดังนี้ วัวที่เลี้ยงด้วยการให้เล็มหญ้า จะมี CLA ในน้ำนมมากว่าวัวที่เลี้ยงด้วยอาหารดังกล่าวถึง 500%

ผลงานวิจัยที่ทดลองกับสัตว์พบว่า CLA อาจเป็นหนึ่งในสารที่มีฤทธิ์ต่อสู้กับมะเร็งได้แรงที่สุด ปริมาณ CLA เพียง 0.5% ในอาหารจะช่วยลดภาระของโรคลงได้กว่า 50% งานวิจัยโดยแมรี่ โชมอน ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Nutrition เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2000 แสดงให้เห็นว่า CLA สามารถลดไขมันและช่วยบำบัดรักษากล้ามเนื้อของคน กลุ่มผู้ถูกทดลองที่ได้รับ CLA เข้าไป ไขมันในร่างกายจะลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบกับกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับ CLA แต่อย่างใด

ผลการศึกษายังพบว่าปริมาณ CLA ที่คนควรได้รับเพื่อให้เห็นผลต่อไขมันในร่างกายควรอยู่ในระดับประมาณ 3.4 กรัม ต่อวัน

ดร.ไมเคิล พาริซา รายงานต่อที่ประชุมสมาคมเคมีของสหรัฐอเมริกาในปี 2000 ว่า CLA ทำให้เซลล์ไขมันเซลล์ใหญ่มีขนาดเล็กลง การวิจัยของเขาไม่พบว่ากลุ่มผู้ที่เขาทดลองซึ่งเป็นผู้มีน้ำหนักมากเกินไป จำนวน 71 คน น้ำหนักไม่ลดลงอย่างใด แต่สำหรับผู้ที่ควบคุมอาหารเมื่อหยุดการควบคุม น้ำหนักก็กลับมาเพิ่มขึ้นอีก ขณะเดียวกันพวกที่ได้รับ CLA มีแนวโน้มที่มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นโดยไขมันไม่เพิ่ม การศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพอร์ดูในรัฐอินเดียนนา สหรัฐอเมริกา มีการพบว่า CLA ช่วยทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวานสองในสาม และลดระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ปานกลาง

ประโยชน์ของ CLA
การศึกษาวิจัย CLA ในรอบหลายๆ ปีมานี้มีอยู่มากมาย การค้นพบจากการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นประโยชน์ด้านอื่นของ CLA นอกเหนือจากการต่อต้านมะเร็ง โดยเฉพาะต่อผู้ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

  • การเพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม (metabolism rate) ประโยชน์ข้อนี้ดีสำหรับผู้ป่วยเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ เช่น ไฮโปไทรอยด์ซึม
  • การลดไขมันในช่องท้อง ความไม่สมดุลของฮอร์โมนซึ่งมักพบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในช่องท้องอย่างรวดเร็ว CLA จึงมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีไขมันในช่องท้องมาก
  • การส่งเสริมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อทำหน้าที่เผาผลาญไขมัน ซึ่งมีส่วนต่อการเพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมด้วย จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการลดน้ำหนัก
  • การลดคอเลสเทอรอล และไตรกลีเซอไรด์  ผู้ป่วยไทรอยด์จำนวนมากมีระดับคอลเลสเทอรอล และไตรกลีเซอไรด์สูง แม้ขณะที่ได้รับการรักษา CLA จะช่วยลดไขมันในเลือดซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วยไทรอยด์
  • การลดการต้านอินซูลิน การต่อต้านอินซูลินเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ (hypothyroid) สำหรับผู้ป่วยบางราย การลดการต่อต้านจะช่วยป้องกันการเริ่มเป็นเบาหวานในผู้ใหญ่ซึ่งจะทำให้การ ควบคุมน้ำหนักทำได้ง่ายขึ้น
  • การลดปฏิกิริยาแพ้ที่เกิดจากอาหาร เนื่องจากการแพ้อาหารจะปรากฏชัดขึ้น เมื่อการลดน้ำหนักกลายเป็นปัญหาทางสุขภาพ CLA มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทรอยด์ ในการช่วยลดการแพ้อาหาร
  • การส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน โรคไทรอยด์จะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันขึ้นเองตามธรรมชาติ  แต่การส่งเสริมความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันให้ทำหน้าที่เหมาะสมขึ้นของ CLA ย่อมเป็นประโยชน์มาก

CLA ตัวเผาผลาญไขมัน
นักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษากลไกการทำงานของ CLA อย่างกว้างขวาง จากหลักฐานทางการศึกษา นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า CLA ทำหน้าที่ลดกลไกการเก็บรักษาไขมัน และเพิ่มการใช้ไขมันของร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน CLA ทำให้กิจกรรมของเอ็นไซม์ไลโพโปรตีนไลเพสลดลงซึ่งอาจลดได้มากถึง 66% เอ็นไซม์ชนิดนี้มีความสำคัญต่อการสังเคราะห์ไขมันอย่างยิ่ง เมื่อกิจการรมของเอ็นไซม์ลดลง ไขมันก็ถูกเผาผลาญมากขึ้นแทนที่จะถูกเก็บไว้ ดังที่ ดร ไมเคิล พาริซา เคยอธิบายอย่างง่ายๆ ไว้ว่า CLA ช่วยทำให้เซลล์ไขมันมีขนาดเล็กอยู่เสมอ ซึ่งอาจเกิดจากการไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์บางชนิดที่ทำให้เซลล์ไขมัน พอง นักวิทยาศาสตร์ยังพบด้วยว่า CLA ไปเพิ่มกิจกรรมของเอ็นไซม์ไลเพสชนิดที่ไวต่อฮอร์โมน ซึ่งจะทำให้ไขมันที่ถูกเก็บไว้แตกสลาย จนกระทั่งกล้ามเนื้อสามารถเผาผลาญมันได้

การสร้างกล้ามเนื้อ CLA
ไม่ได้ช่วยลดไขมันเท่านั้น มีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า CLA ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนากล้ามเนื้อ ผู้วิจัยทำการศึกษานักเพาะกายชายที่เพิ่งเริ่มเพาะกาย จำนวน 24 คน โดยให้รับประทาน CLA วันละ 4.3 กรัม และ CLA ปลอม (ซึ่งใช้น้ำมันพืชแทน CLA) เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับ CLA มีรอบแขนและมวลของร่างกายมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ CLA ปลอมอย่างมีนัยสำคัญ ผู้วิจัยสรุปว่า CLA ทำหน้าที่สถานเบาในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แก่นักเพาะกายฝึกใหม่ โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับน้ำหรือไขมันเพิ่มขึ้น การสร้างมวลของกล้ามเนื้อจะทำให้ร่างกายผอมลงได้ เพราะกล้ามเนื้อ 1 ปอนด์ สามารถเผาผลาญแคลอรีส่วนเกินได้ถึง 630 แคลอรีต่อสัปดาห์ ในงานวิจัยนี้ผู้ที่ได้รับ CLA เสริมให้แก่อาหาร ไขมันในร่างกายจะลดลงต่ำกว่ากลุ่มควบคุมถึง 57%